แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชวนฝรั่งคุย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชวนฝรั่งคุย แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2564

You don’t seem to be yourself

สำนวนที่ใช้ทักทายเวลาเจอคนที่เราคุ้นเคยแต่หน้าตาไม่ค่อยเสบย เอาเป็นว่าหน้าตามันบอกว่ามีปัญหาแล้ว จะมากจะน้อยจะเล็กจะใหญ่ เดี่ยวค่อยตามดูกัน แต่ตอนจะเริ่ม จะใช้สำนวนไหนเข้าไปทักดี เหมือนภาษาไทยเราที่ใช้ว่า เฮ้ย ท่าทางดูแปลกๆ อะไรทำนองนี้

You don’t seem to be yourself. Is there anything wrong?
= ดูแปลกไป (ไม่เป็นตัวเองเลย) เป็นไรไปเปล่า

หรือหากเป็นคนที่ซี๊มาก เห็นปุ๊บรู้ปั๊บ ก็อาจใช้สำนวนว่า

Is there anything you’d like to tell me? หรือ
Is there anything you’d like to talk about?
= มีอะไรอยากจะเล่า (ระบายก็ว่ามา)

ทั้งหมดนี้แปลเหมือนกันหมด เลือกเอาไปใช้กันตามจริต
What seems to be wrong?
What seems to be the problem?
What seems to be the matter?
What seems to be the trouble?

ใช้ฝึกฝนการเริ่มทักทายก่อนจะพาตัวเองไปรับฟังปัญหาของอีกฝ่ายหนึ่ง

What’s bothering you?
= อะไรมาทำให้ไม่สบายใจ กวนใจ อะไรมาทำให้หงุดหงิด

What’s troubling you?
= อะไรมาทำให้เดือดเนื้อร้อนใจหรือ

What’s eating you?
= ดูหงุดหงิด มีอะไรเปล่า (เป็น slang หมายถึง worry)

What’s eating + her ? = เธอเป็นไรไปหรือ ดูหงุดหงิด
เอาคนที่หงุดหงิดไปใส่หลังกริยาตัวนี้ ก็สามารถสื่อได้เลย

What’s on your mind? = คิดอะไรอยู่เหรอ
What’s the story with you? = มีเรื่องอะไรเหรอ

และเมื่อเริ่มได้แล้ว จากนั้นอีกฝ่ายหนึ่งก็เริ่มเปิดฉากเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะอีกฝ่ายหนึ่งเขาเปิดทางให้แล้ว



อาจเป็นรูปภาพของ ภูเขา, ทะเลสาบ และธรรมชาติ

วันศุกร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2560

โทรศัพท์ 3

ตอน 3
หากมีปัญหาเรื่องเสียงไม่ชัด พูดค่อย หรือฟังไม่ถนัด อยากให้อีกฝ่ายหนึ่งพูดซ้ำ ก็สามารถใช้ว่า
• ‘I’m afraid I can’t hear you very well’ (โทษครับ / ค่ะ ได้ยินไม่ชัดเลยครับ / ค่ะ)
• ‘Would you mind speaking up a bit please?’ (ช่วยพูดให้ดังอีกนิดซิครับ / ค่ะ)
• I’m afraid my English isn’t very good, could you speak slowly please?’
(ภาษาอังกฤษผมหรือดิฉันไม่ค่อยดี ช่วยพูดช้าๆหน่อยครับ / ค่ะ)
• ‘Could you repeat that please?’ (กรุณาพูดอีกทีซิครับ / ค่ะ)
แบบกันเอง
• ‘Sorry, I didn’t catch that’ (โทษครับ / ค่ะ ฟังไม่ทัน)
• ‘Say that again please?’ (กรุณาทวนอีกครั้ง )
• ‘I can’t hear you very well’ (ได้ยินไม่ชัดเลยครับ / ค่ะ)
• ‘Sorry, this line is quite bad’ (ขอโทษครับ / ค่ะ โทรศัพท์ไม่ดีเลย)
การขอชื่อและเบอร์
• ‘Can I take your name and number please?’
• (รบกวนขอทราบชื่อและเบอร์โทรครับ / ค่ะ)
• ‘Can I leave a message please?’
• (จะฝากข้อความไหมไว้ได้ครับ / ค่ะ)
• ‘Could you please ask ___ to call me back?’
• (ช่วยบอกให้.....โทรกลับได้ไหมครับ / ค่ะ)
• ‘Could you spell that for me please?’
• (ช่วยสะกด....ด้วยครับ / ค่ะ)
• ‘Can I just check the spelling of that please?’
• (ขอตรวจดูว่าสะกดถูกต้องไหมครับ / ค่ะ)
แบบกันเอง
• ‘I’ll ask him to ring (call) you when ___ gets back’
• ( เดี๋ยวกลับมาให้เขาโทรกลับนะ)
• ‘Could you tell ___ that I called please?’
• (ช่วยบอกเขาว่า ......โทรมาหานะครับ / ค่ะ))
• ‘I’ll let ___ know that you rang / called’
• (แล้วจะบอกว่า......โทรมานะ)
ก่อนการวางสาย สามารถพูดได้ว่า
• ‘Thank you for calling’ (ขอบคุณที่โทรมานะครับ / ค่ะ)
• ‘Have a good day’ (ขอให้วันนี้มีความสุขนะครับ / คะ)
• ‘Goodbye’ (สวัสดีครับ / ค่ะ)
คำพูดแบบกันเองก่อนวางสาย
• ‘Bye!’ (แค่นี้นะ)
• ‘Talk soon’ (คุยกันวันหลังนะ)
• ‘Speak to you again soon’ (แล้วค่อยคุยกันนะ)
1. hold on (ถือสายรอ)
• ‘Could you hold on a moment please?’
• (คอยสักครู่นะตรับ/ คะ)
2. hang on (ถือสายรอ)

• ‘Could you hang on a moment please?’
• (กรุณาถือสายรอสักครู่)
3. put (a call) through (ต่อสายให้)
• ‘I’m just going to put you through now.’
(ผมหรือดิฉันกำลังต่อสายให้ครับหรือค่ะ)
4. hang up (วางสาย)
• ‘I think the operator hung up on me, the line just went dead!’
• (ผมหรือคิดว่า พนักงานรับสายวางหู โทรศัพท์ฟังไม่รู้เรื่องเลย)
5. call back (โทรกลับ)
‘I’ll ask him to call you back when he gets home.’
(จะให้เขาโทรกลับเมื่อถึงบ้าน)
6. pick up (รับสาย)
• ‘No one is picking up, maybe they’re not at home.’
(ไม่มีมีใครรับสาย อาจไม่อยู่บ้าน)
7. get off (the phone) (หยุดพูด)
• ‘When he gets off the other phone, I’ll pass on your message.’
(เมื่อเขาพูดเสร็จ ผม หรือ ดิฉันจะบอกให้นะ)
8. get back to (someone) (จะโทรกลับ)
• ‘When do you think he / she’ll be able to get back to me?’
(คุณคิดว่า......จะโทรกลับมาได้ตอนไหนครับ / คะ)
9. cut off (สายตัด)
• ‘I think we got cut off, I can’t hear her / him anymore.’
(ผม(ดิฉัน) คิดว่า สายมันตัด ผมไม่ได้ยินเธอ หรือ เขา เลย) สำนวน to get cut off = สายตัด หรือ We got disconnected.
10. switch off/turn off (เครื่องดับ)

• ‘Sorry you couldn’t get through to me. My phone was switched off, because the battery was dead.’
( ขอโทษ ที่ติดต่อผม / ดิฉันไม่ได้ พอดี ปิดเครื่อง เพราะแบ็ตหมด)
11. speak up (พูดให้ดังหน่อย)

• ‘I’m afraid I can’t hear you very well, could you speak up a little please?’

(ขอโทษที่ได้ยินไม่ชัด กรุณาพูดดังอีกนิดนะครับ / คะ)
สำนวนพูดอื่นๆ

Is it possible to speak to ..... คนที่ต้องการพูดสายด้วย... (ขอสายกับ.....หน่อย)
I need to speak to ...ต้องการพูดสายกับ.....
May I leave a message, please? (ขอฝากข้อความไว้ได้ไหม)
Do you know when he/she will be available? (ทราบหรือเปล่าว่าจะว่างมาเมื่อไร)
Do you know when he/she will return to the office/home? (ทราบไหมว่าจะกลับมาที่ทำงาน หรือบ้านเมื่อไร)
I will call back later/in an hour/tomorrow. (แล้วจะโทรกลับ / อีก 1 ชั่วโมง / พรุ่งนี้)
Please tell him .....(ชื่อคนโทร) called, and I will call later/call again.
= (ช่วยบอกว่า...โทรมา แล้วจะโทรหาอีก)
Please have him/her call me back. Can I leave my telephone number?
= (ช่วยให้โทรกลับด้วย ช่วยจดเบอร์ของ ผม / ดิฉันด้วยนะครับ / คะ)
My phone number is.....(เบอร์โทร)? (เบอร์ของผม / ดิฉันคือ...)
Please have him/her contact at ....... (ช่วยให้เขาติดต่อมาที่. สถานที่หรือ เบอร์โทรศัพท์....)
Where/How can I reach him/her? (จะติดต่อเขาได้ที่ไหน หรือ อย่างไร สำนวนว่า to reach + ใคร หมายถึง ติดต่อ เช่น I can’t reach him. = ฉันติดต่อเขาไม่ได้)
What is her/his mobile phone number/cell/cellular phone number? (โทรศัพท์หมายเลขอะไร)
I sorry can't hear you. (ขอโทษด้วย ไม่ได้ยินเลย)
I sorry I can't understand you. (ขอโทษครับ / คะ ไม่เข้าใจครับ / ค่ะ)
Please speak slowly. I am having a difficult time understanding you. (ช่วยพูดช้าๆหน่อยครับ / ค่ะ ฟังไม่เข้าใจครับ /ค่ะ สำนวน to have a difficult time + v ing = มีปัญหาเกี่ยวกับ......
The line was disconnected. (สายโดนตัด)
Please connect me to ....(กรุณาติดต่อผม / ดิฉันที่ + ชื่อ เบอร์ .....หรือเบอร์ต่อ
I have to get back to work before the boss sees me.
= ฉันต้องกลับไปทำงานก่อนที่เจ้านายจะเห็นฉัน
I have to get back to my work. I will call you again later.
= ฉันต้องกลับไปทำงานก่อน เดี๋ยวจะโทรมาหาใหม่
There’s someone on the other line. I must say good-bye now.
= มีคนรออยู่อีกสายหนึ่ง ฉันต้องวางหูก่อนนะ
I really have to go now.
= ต้องไปละนะ
I’ll have to take your number and call you back.
= คงต้องขอเบอร์แล้วจะโทรกลับ
Can I call you back? Something has come up.
= เดี๋ยวโทรกลับไปได้ไหม มีธุระ
Can we continue this later? My line is ringing.
= คุยต่อวันหลังแล้วกัน โทรศัพท์ของฉันกำลังดัง
เวลาถูกถามเรื่องอะไรที่เราไม่อยากตอบ เช่น อายุเท่าไร แต่งงานหรือยัง เงินเดือนเท่าไร ได้งานหรือยัง หรือคำถามที่สร้างความอัดอัดให้เราอื่นๆอีก เราสามารถพูดเลี่ยงได้ว่า
I am sorry I prefer not to answer such personal questions.
= ขอโทษด้วย ผมไม่ขอตอบคำถามเรื่องส่วนตัว
Wow, that's a personal question!
= ตายละ นั่นมันเป็นคำถามเรื่องส่วนตัวนะ
"When I figure it out I will let you know.
= เดี๋ยวคิดออก แล้วจะบอก
หรือ I am sorry I don’t know. หรือ I am sorry I have no idea. โทษที ไม่ทราบ
หรือ It’s too complicated. I don’t know.
= เรื่องมันซับซ้อนเกินไป ฉันไม่เข้าใจหรอก
I’m sorry, we have a bad connection. Could you give me your number and I’ll call you back. = ขอโทษด้วย ฟังไม่รู้เรื่องเลย ทิ้งเบอร์ไว้ได้ไหมแล้วจะโทรกลับ
I think we have a bad connection. Could you speak a little louder? = ฉันว่าสายไม่ดี กรุณาพูดดังกว่านี้หน่อย
I’m sorry. You have the wrong number.
= ขอโทษ คุณโทรผิด

วันพุธที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2560

ตอน 2 โทรศัพท์

ตอน 2
หากต้องการจะถามต่อว่า อยากทราบว่าใครโทรมา หรือโทรมาจากไหน ก็สามารถใช้สำนวนต่อไปนี้ได้
• ‘May I ask who’s calling please?’
• = (ไม่ทราบว่ากำลังพูดสายอยู่กับใครหรือครับ / คะ)
• ‘Where are you calling from?
• ’ (ไม่ทราบว่าโทรมาจากไหนหรือครับ /คะ)
• ‘Is that definitely the right name/number?’
• (นั่นใช่ชื่อ หรือเบอร์นี้ไหมครับ / คะ)
• ‘Could you put me through to extension number ___ please?’ (ช่วยต่อสายให้....หน่อยครับ / ค่ะ) (กรณีที่มีเบอร์ต่อ ก็ให้ใช้ extension number…. ได้เลย)
ถ้ากันเอง ก็เอาตามนี้เลย
• ‘Who’s calling please?’ (ใครพูดสายหรือครับ / คะ)
• ‘Who’s speaking?’ (ใครกำลังพูดสาย)
• ‘Who is it?’ (นั่นใครน่ะ)
• Whom am I speaking to? (ใครพูดอยู่หรือ)
หากกำลังจะโอนสายให้ ก็ใช้สำนวนต่อไปนี้
(แบบสุภาพ)
• ‘Could you hold on a moment please’ (กรุณาถือสายรอสักครู่)
• ‘Just a moment, please’ (ถือสายรอแป๊บหนึ่ง)
• ‘Hold the line, please’ (ถือสายรอสักครู่)
• ‘I’ll just put you through’ (เดี๋ยวจะโอนสายให้)
• ‘I’ll just transfer you now’ (จะโอนสายให้ เดี๋ยวนี้)
แบบกันเอง
• ‘Hold on a minute’ (รอแป๊บนะ)
• ‘Just a minute’ (รอแป๊บนะ)
• ‘Okay, wait a moment please’ (โอเค รอแป๊บหนึ่งนะ)

แบบทางการ : สายไม่ว่างหรือคิดธุระ จะพูดอย่างไรดี
• ‘I’m afraid the line is busy at the moment’
• (เกรงว่า ตอนนี้ สายไม่ว่าง)
• ‘That line is engaged at the moment, could you call back later please?’
• (ตอนนี้ สายไม่ว่าง กรุณาโทรมาใหม่นะคะ/ ครับ)
• สำนวน The line is engaged = The line is busy. เลือกเอา อยากเท่ห์ก็ใช้ The line is engaged.ไป อ่านว่า เอ็น เกจด์
• ‘I’m afraid ___’s busy at the moment, can I take a message?’
• (เกรงว่า .....ไม่ว่าง ตอนนี้ จะฝากข้อความไว้ไหม)
• ‘I’m sorry, he’s out of the office today’
• (ขอโทษค่ะ วันนี้ เขาไม่อยู่ในที่ทำงาน )
• ‘You may have dialled the wrong number’
• (โทรผิดแล้วค่ะ)
• ‘I’m afraid there’s no one here by that name’
• ( ไม่มีคนชื่อนั้นที่นี่ค่ะ)

“I’m sorry, he can’t come to the phone right now. Would you like to leave a message?”
(ขอโทษด้วยครับ / ค่ะ ตอนนี้เขามารับสายไม่ได้ อยากจะฝากข้อความอะไรไว้ไหม)
“I’m sorry, she’s busy right now. Can she call you back later?”
(ตอนนี้ ไม่ว่างครับ / ค่ะ จะให้โทรกลับไหมครับ / คะ)
“Sorry, she’s not here right now. Could I take a message?”
(ตอนนี้ ไม่อยู่ จะฝากข้อความไว้ไหม)
แบบกันเอง
• ‘Sorry, _he / she is not here’ (โทษครับ / ค่ะ ตอนนี้....ไม่อยู่ครับ /ค่ะ)
• ‘___he / she  is out at the moment’ (ไม่อยู่ ไปข้างนอก ครับ / ค่ะ)

วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

การสูบบุหรี่ดีไม่ดี

Smoking and Health
การสูบบุหรี่และสุขภาพ
A: Would you like a cigarette?
(วู๊ด เหยอะ (ไล๊ค์) เออะ (ซิ )เกอะแร๊ท)
คุณต้องการบุหรี่สักตัวไหม
B: No. Thanks. I don’t smoke.
I think it’s bad for health.
(โน /(แต๊งส์) / ไอ (ด๊อน) สะ (โม๊ค)// ไอ (ติ๊ง) อิส (แบ๊ด) ฟอร์ เยอร์ (เฮ๊ลธ์))
ไม่ ขอบคุณ ผมไม่สูบ ผมคิดว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพ
A: You’re right. It’s a bad habit.
(เยอร์ (ไร๊ท์) /อิส เออะ (แบ๊ด) (แฮ) บิท)
คุณพูดถูก มันเป็นนิสัยที่ไม่ดี
B: Are you a heavy smoker?
(อาร์ เหยอะ เออะ (เฮ็ฝ)วี่ สะ(โม๊ค)เค๊อร์)
คุณสูบบุหรี่จัดหรือเปล่า
สูบบุหรี่ไม่จัด ก็ a light smoker ดื่มจัด ก็ a heavy drinker และตรงข้ามก็คือ a light drinker
A: No, not really.
(โน / น๊อท (เรียล)ลี่)
ก็ไม่เชิง
B: How many cigarettes do you smoke a day?
(ฮาว (เม)นี่ (ซิ) เกอะแร๊ทส์ ดู เหยอะ สะ (โม๊ค) เออะ (เดย์)แล้วสูบวันละกี่มวนล่ะ
A: Well, I smoke about ten a day. I smoke after meal and during the coffee break.
(เว๊ล / ไอ สะ (โม๊ค) เขอะเบ๊า (เท็น) เออะ เดย์ // ไอ สะ (โม๊ค) แอ๊ฟเทอร์ (มีล) แอน (ดิว) ริ่ง เดอะ (ค๊อฟ)ฟี่ (เบร๊ค)) ก็ประมาณ 10 มวนต่อวัน ผมสูบหลังอาหารและระหว่างพักทานกาแฟ
B: Why do you smoke a lot?
(วาย ดู เหยอะ สะ (โม๊ค) เขอะ (ล๊าท)
ทำไมสูบจัดอย่างนั้นเล่า
A: Well, I smoke a lot because it helps me ease tension when I work. It is really relaxing.
(เว๊ล /ไอ สะ (โม๊ค) เขอะ (ล๊าท) บี (เคิส) อิท (เฮ๊พส์) มี (อีส) (เท็น)เชิ่น เว็น ไอ ( เวิร์ค)// อิท อีส (เรียล) ลี่ รี (แล๊ก ) ซิ่ง
เอ้อ ก็งี้ ผมสูบจัดก็เพราะมันช่วยบรรเทาความเครียดตอนทำงาน มันทำให้ผ่อนคลายจริงๆ
B: Are you addicted to smoking?
(อาร์ เหยอะ เออะ (ดิค) ทิ่ด เถอะ สะ (โม๊ค) กิ๊ง)
คุณติดบุหรี่แล้วซิ
A: You’re right. You know I have tried to stop smoking, but I can’t. Do you have any advice?
(เยอร์ (ไร๊ท์) / เหยอะ (โน๊) /ไอ แฮ็ฝ (ธราย) เถอะ สะ(ต๊อพ) สะ(โม๊ค) กิ่ง / บัท ไอ (ค๊านท์) // ดู เหยอะ (แฮ็ฝ) เอนี่ เอิด(ไว๊ส์)
คุณพูดถูก นี่ ผมพยายามเลิกสูบแต่ก็ทำไม่ได้ คุณมีคำแนะนำไหม
B: Well, a friend of mine used to smoke a lot. He smoked one package a day. It took him about two months to stop it.
(เว๊ล / เออะ (เฟรน) เอิฝ (มายน์) (ยูส) เถอะ สะ (โม๊ค) เออะ ล๊าท // ฮี สะ (โม๊ค) วัน (แพ๊ค)กิจ เออะ เดย์ //อิท (ทู๊ค) ฮิม เออะเบ๊า (ทู) (มั๊นส์) เถอะ สะ(ต๊อพ) พิท)
เอ้อ เพื่อนของผมคนหนึ่งเคยสูบจัด เขาสูบวันละซอง มันใช้เวลาสองเดือนในการเลิก
A: How did he quit?
(ฮาว ดิ๊ด ฮี (ควิ๊ท)
แล้วเขาเลิกยังไงล่ะ
B: Well, he went to see a doctor. The doctor explained how bad it was to his health. The doctor took him to talk to his patients and the patients told him how much they suffered. So, he decided to quit.
(เว๊ล / ฮี (เว็น) เถอะ (ซี ) เออะ (ด๊าค)เทอร์ // เดอะ (ด๊าค)เทอร์ เอ็กส์(เปลน) ฮาว (แบ๊ด) อิท เวิส เถอะ ฮีส (เฮ๊ลธ์) // เดอะ (ด๊าค)เทอร์ (ทู๊ค) ฮิม เถอะ (ท๊อค) เถอะ ฮีส (เพ)เชิ่นส์ / แอน เดอะ (เพ)เชิ่นส์ (โทล) ฮิม ฮาว (มัช) เดย์ (ซัฟ)เฟิร์ด // โซ /ฮี ดี(ซาย)ดิด เถอะ (ควิท)
คืองี้ เขาไปหาหมอ หมออธิบายให้ฟังว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพอย่างไร หมอพาเขาไปพบคนไข้เพื่อจะพูดคุยและคนไข้ก็บอกเขาว่ามันทรมานอย่างไร ดังนั้นเขาก็ตัดสินใจที่จะเลิกสูบ
A: I know that smoking is bad for health, but it’s difficult to stop it.
(ไอ (โน) แด็ท / สะ (โม๊ค) กิ่ง อีส (แบ๊ด) ฟอร์ (เฮ๊ลธ์) / (บัท) อิส (ดิฝ)ฟิเคิล เถอะ สะ(ต๊อพ) พิท)
ฉันก็รู้นะว่าการสูบบุหรี่นั้นมันไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ก็ยากที่จะเลิก
B: It’s an expensive habit. Cigarettes are very expensive nowadays.
You’d better save money for something else.
(อิส แอน เอ็กส์(เป็น)ซิฝ (แฮ)บิท // ซิเกอะแร๊ทส์ อาร์ (เว)รี่ เอ็กส์(เป็น)ซิฝ (นาว)เออะเดย์ส //ยูด (เบ)เดอร์ (เซ๊ฝ) (มัน)นี่ ฟอร์ (ซัม)ติง(เอ๊ลส์)
มันเป็นนิสัยที่ทำให้สิ้นเปลืองเงินทอง ทุกวันนี้บุหรี่แพงมาก น่าจะเก็บเงินไว้ใช้อย่างอื่นดีกว่า
A: I absolutely agree with you. Could you tell me how to quit it?
(ไอ แอ๊บเสอะลู๊ทลี่ เออะ กรี วิธ เหยอะ // คู๊ด เหยอะ เทล มี ฮาว เถอะ ควิท อิท)
ฉันเห็นด้วยกับคุณทุกประการ ช่วยบอกหน่อยซิว่าจะเลิกมันยังไง
B: Of course. The first thing you need to know is smoking causes lung cancer and bad blood circulation. You will find it hard to breathe.
(เอิฝ (คอร์ส)/ เดอะ (เฟิร์ส) ติง เหยอะ (นี๊ด) เถอะ (โน) อีส / สะ (โม๊ค) กิ่ง (ค๊อส)ซิส (ลั๊ง) (แคน)เซอร์ แอน (แบด)(บลัด) เซอร์คิว(เล)เชิ่น // เหยอะ วิว (ฟาย) ดิด (ฮาร์ด) เถอะ (บรีธ)
ได้ซิ สิ่งแรกที่ต้องรู้ก็คือ การสูบบุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งและการไหลเวียนของเลือดที่ไม่ดี คุณจะพบว่าทำให้หายใจลำบาก
A: Yes. That’s the first step, right?
(เยส/ แด็ส เดอะ (เฟิร์ส) สะ (เต็พ) /(ไร๊ท์)
ใช่ นั่นคือขั้นตอนแรกใช่ไหม
B: That’s right. And the next step is when you feel like smoking, you can either drink a lot of water or have a chewing gum.
(แด็ส (ไร๊ท์) // แอน เดอะ (เน๊กส์) สะ(เต็พ) อิส /เว็น เหยอะ ฟีล (ไล๊ค์) สะ (โม๊ค) กิ่ง/ เหยอะ แคน อีเดอร์ ดริ๊ง เออะ ล๊อท อ๊อฟ วอเดอร์ / ออร์ แฮ็ฝ เออะ (ชูว์)อิ่ง (กัม))
ถูกต้อง และขั้นต่อไปก็คือ เมื่อคุณรู้สึกอยากสูบบุหรี่ คุณอาจดื่มน้ำมากๆหรือเคี้ยวหมากฝรั่งก็ได้
A: I used to try it last year, but I failed.
(ไอ (ยูส) เถอะ (ธราย) อิท (แล๊ส) (เยียร์) / (บัท) ไอ (เฟลด์))
ฉันเคยทำมาแล้วเมื่อปีที่แล้ว แต่ก็ล้มเหลว
B: Try again. You must give it up. If you can’t make it, you will suffer when you get old.
((ธราย) เออะ(เกน) // เหยอะ มั๊ส (กี๊ฝ) อิท อัพ // อี๊ฟ เหยอะ (ค๊าน) (เม็ค) ขิท / เหยอะ วิว (ซัฟ)เฟอร์ เว็น เหยอะ เก็ท (โอลด์))
ลองใหม่ซิ คุณต้องเลิกให้ได้ ถ้าคุณทำไม่ได้ คุณจะทรมานมากตอนอายุมาก
A: Alright. I’ll try again. Thanks so much for your advice.
(ออลไร๊ท์ / ไอล์ (ธราย) เออะ(เกน)//(แต๊งส์) โซ(มัช) ฟอร์ เยอร์ เอิด(ไว๊ส์))
ตกลง ผมจะลองดูอีกที ขอบคุณมากสำหรับคำแนะนำ
B: You’re welcome. If you need any help, please call me.
(เยอร์ (เวล)เคิม // อี๊ฟ เหยอะ (นี๊ด) เอนี่ (เฮ๊ลพ์) /พลี๊ส (คอล) มี)
ยินดี ถ้าต้องการความช่วยเหลือ ก็โทรมาแล้วกัน

วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

การเชิญชวนตอนสุดท้าย

การเชิญชวนตอนสุดท้าย ที่ต้องมีหลายตอนเพราะการเชิญชวนนั้นมีหลายสถานการณ์ เป็นแบบกันเองบ้าง แบบไม่เป็นกันเองบ้าง เพราะเราต้องสังคมกับคนต่างระดับ ภาษาที่ใช้ก็ต้องแตกต่างกันไป ตอนนี้เป็นตอนไม่เป็นทางการแต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือ สำนวนในการพูดที่เราสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงๆ
A: I’ d love to continue this conversation, but I really need to go now. I have to get back to the office.
ใจจริงก็อยากจะเม็าท์ต่อ แต่ต้องไปแล้วล่ะ ต้องกลับไปทำงานแล้ว
สำนวน I’d love to + do = หมายถึง อยากจะทำมากจริงๆ ดูจากคำว่า love ไง หากเป็น I’d like to ก็แค่อยากธรรมดา แต่ I’d love to = อยากมาก เช่น
I’d like to continue this conversation.
= อยากคุยต่อจัง แต่ถ้าใช้ I’d love to continue this conversation. = มันให้ความรู้สึกให้อารมณ์มากกว่า ในทำนองว่า อย๊ากอยาก
สำนวน to really need to go = จำเป็นต้องไปแล้วจริงๆ สำนวนนี้เอาไปใช้ได้เลย หรือเอาไปปรับใช้ในสถานการณ์อื่นๆได้อีก เช่น I really need to go to bed. = ต้องเข้านอนจริงๆ
I really need to eat.
= ต้องกินแล้วจริงๆ
You really need to relax.
= ต้องพักต้องผ่อนแล้วจริงๆนะเธอเนี่ยะ
We really need to take a coffee break.
= เราจำเป็นต้องหยุดพักซดกาแฟกันแล้ว (เหนื่อยเหลือเกิน เซ้งเหลือเกิน หิวเหลือเกิน เป็นไปได้หมดเลย)
We really need to take a lunch break.
= เราต้องพักทานอาหารกลางวันแล้ว
เห็นไหมว่า เราเอาไปปรับใช้ได้มากมายเลย (ลองเอาไปทำกันดู)
สำนวน to get back to + work / study = กลับไปทำงาน กลับไปเรียน
B: Well, let’s get together soon.
ถ้าอย่างงั้น แล้วนัดเจอกันแล้วกัน
สำนวนควรจำคือ Let’s get together soon.
= แล้วค่อยเจอกัน
A: Okay. Would you like to have lunch some day next week?
ตกลง อยากจะมาเจี๊ยะอาหารกลางวันด้วยกันไหมล่ะช่วงสัปดาห์หน้า
สำนวน Would you like to have lunch some time next week? มันน่าใช้มากเพราะถ้าจำเขาได้ เขาจะเป็นประโยคที่ดีมากขอบอก เราสามารถเอามาปรับใช้เป็น Would you like to have dinner some time next month? = เดือนหน้า อยากมาทานข้าวเย็นด้วยกันไหม
B: Sure. How about Monday?
ได้เลย วันจันทร์เป็นไง
A: Hmm. I’m afraid I can’t make it on Monday. I’ve got to fly to Chicago on business.
เดี๋ยวก่อน เกรงว่าจะไม่ได้นะวันจันทร์ ฉันต้องบินไปชิคาโกไปทำธุระ
สำนวน I’m afraid I can’t make it. = แปลเป็นไทยว่า ฉันเกรงว่าฉันคงทำไม่ได้ ใช้เป็นประโยคหากินอีกประโยตหนึ่งเลย เพราะเรามีอีกมากมายที่เราทำตามนั้นไม่ได้ เช่น Can you come to the meeting? มาประชุมได้ไหม หากไม่ได้ ก็ต้องตอบว่า I am afraid I can’t make it. = เกรงว่าจะทำไม่ได้
และ I’ve got to = I must
เช่น I’ve got to go. = ฉันต้องไปแล้ว = I must go.
B: Well, unfortunately I’m tied up on Tuesday. I’m supposed to have lunch with an important visitor from out of town, and I don’t think there’s any way I can’ get out of it. Are you free on Wednesday?
เอ้อ โชคไม่ดีเลยนะ ฉันก็ไม่ว่างในวันอังคารด้วยซิ ฉันน่าจะไปทานข้าวกับแขกคนสำคัญจากอีกเมืองหนึ่ง และฉันก็ไม่คิดว่าฉันจะปลีกตัวออกมาได้ คุณว่างวันพุธหรือเปล่าล่ะ สำนวน to be tied up ใช้ในเรื่องเงินๆทองๆก็จะหมายถึง เงินตึงตัว (ไม่ค่อยจะมีใช้อย่างสบายมือสบายเท้า) เช่น My money is tied up in the house. เงินตึงจังเลยช่วงนี้ และหากเอามันมาใช่บรรยายการจราจรก็จะหมายถึง การจราจรติดมากๆเช่น The traffic in this area is tied up all day. การจราจรในย่านนี้ติดทั้งวัน
สำนวน to be supposed to + กริยาไม่ผัน หมายถึง น่าจะ ควรจะ
สำนวน I don’t think there is any way I can’t get out of it. ใช้เวลาที่เราไม่สามารถปลีกตัวออกมาจากสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งได้
คำว่า unfortunately ก็เป็นอีกหนึ่งคำพูดที่ฝรั่งชอบเอาไว้ใช้ตอนที่รู้สึกว่าอยากทำอะไรแล้วทำไม่ได้ ตรงกับภาษาไทยว่า แย่จัง น่าเสียดาย โชคร้ายนะ เช่น
I will eat out. Unfortunately, you can’t join.
= ฉันจะไปทานข้าวนอกบ้าน เสียดาย ที่เธอมาด้วยไม่ได้
A: Wednesday? Let’s see. Hmm. Somehow I think I’ve already got something scheduled for Wednesday. Oh, yes! I’ve got an appointment with my dentist to have my teeth cleaned, and it’s essential that I keep it.
วันพุธหรือ ขอดูก่อน อือ คิดว่ามีอะไรต้องทำแล้วล่ะในวันพุธ โอ เกือบลืมไปว่ามีนัดกับหมอฟัน ให้หมอทำความสะอาดฟันและมันจำเป็นด้วยซิที่ต้องไปตามนัด
สำนวนว่า Let’s see. เป็นสำนวนพูดที่ดีมาก เหมือนกับภาษาไทยที่ว่า ขอดูก่อน ขอคิดดู แบบนี้เลย เวลาใครถามอะไร เรายังให้คำตอบในฉับพลันไม่ได้และจะประวิงเวลาใช้หัวหมองคิดดูแป๊บหนึ่ง แต่อย่านานเพราะสำนวนนี้ให้เวลาใช้แป๊ปเดียว
และสำนวน to have something scheduled . = มีสิ่งที่ต้องทำตามกำหนดการไว้แล้ว เอาไปใช้ทั้งดุ้นแบบนี้แหละ เช่นเวลาใครมาชวนไปทำอะไร ไม่ว่าง มีงานต้องทำ แบบผู้มีงานเยอะ และมีตารางว่าต้องทำโน่นทำนี่ ใช้ไปเลย Sorry! I’ve got something scheduled. ส่วนต้องการจะบรรยายเพิ่มว่า วันนั้นไม่ว่าง หรือเดือนนั้นไม่ว่าง ก็เอา for + เวลาลงไป สำนวนนี้เลย สำนวนว่า มีนัดกับใคร เขาใช้ว่า to make an appointment with + คนที่นัด It’s essential that I keep it. ก็จำเป็นที่ต้องไปตามนัดนั้น
B: Well, I am afraid Thursday is not okay for me. I’m expected to attend a meeting of our personnel committee, and it’s very important for me to be there.
เออ ฉันเกรงว่าวันพฤหัสนั้นฉันไม่ว่าง ฉันคาดว่าจะต้องเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการฝ่ายบุคคล และมันสำคัญสำคัญมากที่ฉันจะต้องอยู่ร่วมด้วย
สำนวน to attend the meeting = เข้าร่วมประชุม
เวลาต้องการใช้คำว่า เข้าร่วมใช้ attend ดีกว่า เท่ห์กว่ามากมาย อ่านว่า เออะ (เทนด์) แต่เวลามันอยู่รวมกัน ออกเสียงว่า เออะ (เทน) เดอะ (มี๊ท) ทิ่ง เสียง (เดอะ) มันไปรวมกับ (ธ = the แล้ว)
To attend the seminar = เข่าร่วมฟังสัมมนา
ใช้ได้แม้แต่ to attend the party = ไปงานเลี้ยง
ตั้งแต่งานฉลองวันเกิด to attend the birthday party , to attend a New Year’s party , to attend the Christmas party เรื่อยไปจนถึง
To attend the wedding = ไปร่วมงานเลี้ยงฉลองแต่งงาน จนถึง to attend the funeral = ไปงานศพ อ่านว่า (ฟิว) เหนอะ เริล เห็นไหมว่า ใช้ได้ตั้งแต่เกิดยันซี๊ม่องเท่งเลย
A: How about Friday? I don’t have any obligations or commitments on Friday. How about you?
ถ้างั้นวันศุกร์เป็นไง ฉันไม่มีธุระหรือพันธะอะไรในวันศุกร์ แล้วคุณล่ะ สำนวนว่า ไม่ว่าง เขาใช้ว่า obligations / commitments ดูจะฟังดูดีกว่า busy เยอะแยะ ออกเสียงว่า อ๊อบ หลิ (เก) เชิ่นส์) และ เคิม (มิ๊ท) เมิ่นส์) ตามลำดับ ในบทสนทนาบอกว่า ไม่มีธุระปะปัง I don’t have any obligations / commitments. แต่ถ้าจะบอกว่ามีธุระปะปัง เราก็ใช้ว่า I have some obligations/ commitments. ง่ายไหม แค่เอา not ออกไป อีกคำหนึ่งที่เขามักใช้กันคือ I have a prior engagement. หมายความว่า มีนัดไว้ก่อนแล้ว สำนวนนี้ดีมาก จำไปใช้ด่วนเลย คำว่า prior ก่อน อ่านว่า (พราย) เออร์ ความหมายเหมือน before แต่จะเอา before มาเที่ยวใส่แทนไม่ได้นะ ขอเตือน
B: Friday sounds good. Where should we meet?
วันศุกร์ก็ดีนะ แล้วเราจะพบกันที่ไหนดีล่ะ
A: You know, I really must be going now or I’ll be very late. Can you give me a call tomorrow and we’ll decide.
นี่แก ฉันต้องไปแล้วล่ะ ไม่งั้นสายแน่เลย ช่วยโทรหาฉันพรุ่งนี้แล้วเราค่อยตัดสินใจกัน ขอร้องให้จำไปใช้ทั้งประโยค เอาเป็นหุ่นยนต์เลยก็ได้ ใช้ดีมาก รับรองฝรั่งได้ยิน ต้องสงสัยแน่ว่า นี่ นี่ ยูไปเรียนภาษามาจากที่ไหนเนี่ยะ ไม่เชื่อลองดูก็ได้ แต่ต้องจำไปทั้งหมดนะ
ภาคประยุกต์ใช้ You know, เอาไว้ขึ้นประโยคที่ต้องการจะบอกว่า นี่ เธอก็รู้นี่
ประธาน + really must be + v ing. = ประธานต้องทำสิ่งนั้นจริงๆ เช่น
I really must be going to bed. = ฉันต้องไปนอนแล้วจริงๆ เดี๋ยวนี้ด้วย
You really must be taking a nap. = เธอต้องไปหลับสักงีบแล้วจริงๆ (ไม่ได้ล้อเล่น)
สำนวนช่วยโทรหาใช้ว่า Can you call me? ก็ได้ หรือ เอาให้เท่ห์อีกนิดหนึ่งก็ Can you give me a call? เหมือน I’ll call you. เปลี่ยนบ้างดิ ลองใช้ I will give you a call. ลองดู แล้วจะรู้ว่าคุรได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
B: Fine. Speak to you then.
ดี งั้นคุยกันแล้วกัน
A: Sorry to rush off like that.
ขอโทษด้วยที่ต้องรีบไปขนาดนั้น
สำนวน to rush off = รีบแบบด่วนจี๋ แบบจะต้องไปแล้วเลย ส่วน like that เพิ่มดีกรีความด่วน
B: That’s okay. I understand.
ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจ(แก)
A: Good-bye
ลาก่อนนะ
B: So long.
ลาก่อน



วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

การเชิญขวนเพิ่มเติม


          
                   การเชิญชวนเพิ่มเติม
(คนไหนที่คิดว่า มากไป ก็ไม่ต้องจำแต่ที่ต้องเอามาให้ดูเนื่องจากคนเรามีหลากหลาย จริตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน)

A: We’d like to invite you and your wife over for a barbecue this Sunday evening. Would you be able to come?
อยากจะเชิญคุณและภรรยามากินเลี้ยงบาร์บิคิวกันเย็นวันอาทิตย์นี้ พอจะมาได้ไหม
บาร์บิคิวคือการกินอาหารประเภทปึ้งๆย่างๆ กินไปทำไป
B: This Sunday evening?
เย็นวันอาทิตย์นี้นะเหรอ
A: Yes. We hope you’ll be able to join us.
ใช่แล้ว เราหวังว่าคุณจะสามารถมาได้นะ
B: Thank you for the invitation. We’d be very happy to come.
ขอบคุณที่เชิญนะ ได้เลย
A: Good!
เยี่ยมเลย
B: What time should we plan to arrive?
ว่าแต่ว่า เราควรจะมาถึงตอนไหนดี
A: How does 5:oo sound?
ห้าโมงเป็นไง
B: That’s fine. We’ll be looking forward to it.
ดี เราจะรองานเลี้ยงนะ
สำนวนที่ใช้ในการเชิญ
We’d like to invite + คนที่ต้องการเชิญ+over.
We’d like to have + คนที่ต้องการเชิญ + over
We’d like + คนที่อยากเชิญ + to be our guests.
We’d like + คนที่อยากให้มาร่วม + to join us.
สำนวนตอบรับคำเชิญ
ขอบคุณที่เชิญ ให้ใช้สำนวนต่อไปนี้ได้เลย (เลือกกันเอาเองแล้วแต่ความชอบส่วนตัว)
Thank you for the invitation. (ขอบคุณที่เชิญ)
Thank you for inviting us. (ขอบคุณที่เชิญ)
I appreciate the invitation. (รู้สึกซาบซึ้งมากที่เชิญ)
It’s very nice of you to invite us.
(ดีจังเลยที่เชิญ)
และตามด้วยยินดี ดีใจ ที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
I’d be very happy / very glad / pleased / delighted to + ทำสิ่งนั้น
ไปให้ครบ จะได้ดูดี
การถามเวลาที่อยากให้ไปถึง
How does +เวลา + sound?
Is + เวลาที่อยากจะให้ไปถึง + convenient?
Would + เวลาที่อยากจะให้ไปถึง + be convenient / all right?
อันที่จริงแล้ว เวลานั้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้สำหรับการนัดหมายทั่วๆไป เพราะมันแปลว่า เวลานี้สะดวกไหม
เช่น อยากนัดเพื่อนทานข้าว ถามว่า เวลานี้สะดวกไหมก็ใช้ได้ เช่น
Is 6 p.m. convenient? อ่านว่า เคิน (วี) เนี๊ยนท์ ที่เป็นไม้ตรีเพราะเป็นคำถาม
Is Sunday convenient?
หากต้องการถามว่าคุณว่างไหมในช่วงไหนก็สามารถพูดได้ว่า
Are you free at เวลาช่วงนั้นๆ
Are you available at เวลาช่วงนั้น
ใช้เมื่อเป็นเวลาชั่วโมง แต่ถ้าเป็นวันต้องใช้ on และที่แสบกว่า พอเป็นเดือนมันดันไปใช้ in เข้าอีก แต่ถ้าจะให้ง่าย เอาเวลาขึ้นแล้วตามด้วย convenient จะง่ายกว่า เช่น
Is 6 p.m. convenient? หรือ Is Monday convenient? หรือ Is June convenient?
แต่ถ้าจะใช้ Are you free ต้องมานั่งปวดหัวกับ at / on / in อีกเช่น
Are you free at 6 p.m.?
Are you available on Monday?
Are you available in June?
นี่คือความน่าปวดหัวของมัน แต่เราฝึกใช้จนคล่องและชินกับมัน มันก็ไม่เป็นปัญหา พวกนี้เขาชอบเอาไปใช้ออกสอบด้วย เพราะมันน่าทดสอบจะตาย
และนี่คือสิ่งที่เราต้องเลือกเอง
คนไหน ภาษายังไม่แข็งแรง ก็เอาแบบง่ายๆเด็กๆไปก่อน คนไหนที่ภาษาปานกลาง ก็เอามันสองอย่างไปเลย
แบบฝึกหัดฝึกพูดหรือจะเอาไปฝึกเขียนก็ได้ ถ้าไม่มีใครพูดด้วยหรือไม่อยากพูดกับใคร ลอกตัวอย่างบทสนทนาที่ให้มาแล้วเอาข้อความพวกนี้ไปแทนที่ดู ทำไปเรื่อยๆ เมื่อยก็หยุด หรือจนกว่าจะจำได้ จากนั้นค่อยเอาไปฝึกพูด ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ทำได้ เพราะหลักการเรียนภาษามันมีแค่นี้แหละ ต้องมีข้อมูลเยอะๆ จำให้ได้ แล้วเอาไปใช้ ใครมีโอกาสใช้มาก ก็จะเก่งได้เร็ว
A brunch (อาหารมื้อเช้าและมื้อกลางวันรวมกัน) / this Sunday noon
Dinner / this Friday evening
A small get-together we’re having (งานเลี้ยงพบปะกินๆดื่มๆแล้วก็เม๊าท์ฆ่าเวลา)/ this Saturday evening 8:00
A party celebrating our 15 th wedding anniversary (งานเลี้ยงฉลองครบรอบแต่งงานสิบห้าปี) / this Saturday evening 7:30

บทสนทนา

Woman: How much are those apples? แอ๊บเปิ้ลพวกนั้นราคาเท่าไร
Man: They’re $ 2.50 a pound. 2.50 เหรียญต่อ 1 ปอนด์
Woman: What about those bananas? แล้วกล้วยล่ะ
Man: They’re $ 2 a pound. 2 เหรียญต่อ 1 ปอนด์
Woman: That’s so expensive. I bought bananas for $ 1.50 just yesterday. แพงจะตาย ฉันซื้อกล้วยเมื่อวานนี้แค่ 1.50 เอง
Man: The price went up today. I have to charge more. วันนี้ราคาขึ้นไปแล้ว ผมต้องคิดเพิ่ม
Woman: Hey! I am a regular customer, Cullen. $ 2 is too much. นี่ ฉันเป็นลูกค้าประจำนะ คัลเลิน 2 เหรียญมันมากไป
Man: OK. Mrs. Peterson How does $ 1.80 sound to you? ตกลง Mrs. Peterson 1.80 เหรียญเป็นไง
Woman: Well, it does sound better, but $1.70 would be fair. ก็ ดีนะ แต่ 1.70 ราคายุติธรรมเลย
Man: Mrs. Peterson. You’re killing me. Where is my profit? Mrs. Peterson คุณต่อมาซะขนาดนี้ผมก็แย่ละซิ แล้วผมจะเอากำไรที่ไหนล่ะ
Woman: Come on. I come here almost every day. Let’s make it $1.75. เถอะน่า ฉันมาที่นี่เกือบทุกวันเลยนะ คิด 1.75 ได้ไหม
Man: Alright, Alright. You win. You drive a tough bargain. Mrs. Peterson. How many pounds do you need?
ตกลง ตกลง ยอมให้ ต่อเก่งชะมัด แล้วจะซื้อกี่ปอนด์
Woman: Give me 2 pounds. เอา2 ปอนด์
@@@@@@@@@@@@@@@
Woman: Excuse me! I was driving by and I saw the “For sale” sign on your car. How much are you asking?
ขอโทษนะคะ ฉันกำลังขับรถอยู่ก็เห็นป้ายเขียนว่า จะขายรถ คุณจะขายเท่าไรหรือคะ
Man: Well. It’s a classic. And it’s almost in mint condition. เออ รถคันนี้คลาสสิค และสภาพใหม่มาก
Woman: There’s a dent over here. How much? ตรงนี้มีรอยบุบนะ คิดเท่าไร
Man: I am asking 25 grand. ผมขอทั้งหมด 25,000 เหรียญ
คำว่า grand เป็นแสลงหมายถึงเงินจำนวน 1,000 เหรียญ
Woman: That’s a lot of money for an old car. นั่นมันมากเกินไปสำหรับรถเก่า
Man: An old car? What do you mean? I’m only selling it because I am getting married. This is a great car.
รถเก่าเหรอ หมายความว่าไง ผมจะขายก็เพราะจะแต่งงาน มันเป็นรถที่ดีมาก
Woman: I’ll give you fifteen. ฉันให้ 15,000 เหรียญ
Man: Fifteen. Lady! I can’t sell to you for 15,000. The tires are brand new and everything in it is original. I’ll let it go for 23,000. Not a penny less. 15,000 หรือ ผมขายให้ไม่ได้หรอก ยางก็ใหม่และทุกอย่างของเดิมทั้งนั้น ผมขายให้ได้แค่ 23,000 แดงเดียวก็ลดไม่ได้
Woman: Well. I don’t think I am gonna pay that much. Thanks anyway. ฉันก็ไม่คิดว่าจะจ่ายมากขนาดนั้น ยังไงก็ ขอบใจนะ
Man: Lady! Have a heart. Wait. Well. How about 22,000.
เดี๋ยวก่อน เห็นใจผมหน่อย 22,000 เป็นไง
Woman: 21,000 and I’ll pay cash. 21,000 แล้วจะจ่ายสด
Closing the deal = ปิดการขาย
Man: So, you’ll pay 21 grand cash. ตกลง คุณจะจ่ายเงินสด 21 เงินสด
Woman: Seems fair to me. ก็ดูจะยุติธรรมนะ
Man: OK. Then. Deal. Do you have the money on you? ตกลงตามนั้น แล้วมีเงินสดติดตัวมาหรือเปล่า
Woman: Of course not. I’ll have to go to the bank and I’ll be back in a little while. ไม่มีหรอก ฉันต้องไปธนาคารและเดี๋ยวจะกลับมา
Man: While you do that, I’ll get the papers, so we can sign. I’ll wait for you here.
ตอนที่คุณไปทำเรื่องเงิน ผมจะเตรียมเอกสาร เราจะได้เซ็นต์กัน ผมจะรออยู่ที่นี่
Woman: Do you have an extra set of keys? คุณมีกุญแจสำรองหรือเปล่า
Man: Yes. I have everything. Even the manual is in the glove compartment. มีครับ ผมมีทุกอย่าง แม้แต่คู่มือก็อยู่ในที่เก็บของด้านหน้า
Woman: Great! My husband is going to love it. = ดีมากเลย สามีฉันต้องชอบแน่ๆ
Man: It’s a gift for your husband? Wow! He is a very lucky guy.
เป็นของขวัญให้สามีหรือ วิเศษจัง สามีคุณโชคดีมาก
Woman: I know. I will be right back with the money. เดี๋ยวจะกลับมาพร้อมเงิน
@@@@@@@@@@@@@@@@@@
Bargaining a better price for a house
Man: So what do you think? The house is really well located and the schools in this neighborhood are great.
ตกลงว่าไงครับ บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีมาก และโรงเรียนในละแวกนี้ก็ดีเยี่ยม
Man: How much do they want for it?
เขาต้องการขายเท่าไร
Man: They’re asking $820,000.00
Man: That’s really expensive for this place. I was thinking something more like $700,000. แพงเกินไปจริงๆ ผมคิดว่าราวๆ $700000
Man: I don’t think I can go higher than $720,000. Talk to the owner and let me know. ผมไม่คิดว่าจะให้ราคาสูงกว่านั้นได้ ไปคุยกับเจ้าของและกลับมาบอกผม
Man: Well. I’ll talk to him. But that’s way below what he expects. Besides, that’s market price.
ผมจะคุยให้ แต่ราคามันต่ำกว่าที่เจ้าของคาดหวัง นอกจากนี้ นั่นคือราคาในท้องตลาดด้วย
Man: Talk to him. Tell me when you know something. ไปคุยกับเขาก่อน แล้วบอกผมด้วย



บทสนทนา

นี่คือบทสนทนาสำหรับผู้เริ่มต้นถึงปานกลาง ไปเจอมา ก็เลยคิดว่าน่าสนใจ เอาไว้ฝึกฟังหรือพูดก็ได้ ในส่วนแรกจะเป็นการพูดแบบปกติ และในส่วนที่สองจะเป็นการพูดแบบช้าเพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกพูดตาม ลองดู ถ้าดี ก็จะทำต่อ
Woman: Jim, I heard you took a trip to San Diego. Is that right? จิม ฉันได้ยินมาว่าคุณไปเที่ยวแซนดิเอโกมา ใช่ไหม
Man: Yeah. I just got back this morning. ใช่ครับ เพิ่งมาถึงเช้านี้เอง
Woman: That sounds really nice. What did you do there? ดูน่าสนุกจังเลยนะ ไปทำอะไรมาบ้าง
Man: Well, we were only there for three days, so we didn’t do so much. We went shopping and went out dinner a few times. At night we walked around the city with some friends.
เอ้อ เราไปที่นั่นมาแค่ 3 วัน ก็เลยทำอะไรไม่ได้มาก เราไปซื้อของและไปทานอาหารเย็นสองสามครั้ง ตกกลางคืน เราก็ไปเดินเล่นรอบๆเมืองกับเพื่อนสองสามคน
Woman: Did you take any pictures?
ไปถ่ายรูปมาหรือเปล่า
Man: Yes. I have them with me. Do you want to look at them?
ถ่ายมาครับ เอาติดมาด้วย อยากดูไหมล่ะ
Woman: Sure. I love looking at photos.
แน่นอน ฉันชอบดูรูปถ่าย
Man: This one is of my wife and me on the beach and this one is my daughter Emily standing next to my wife.
รูปนี้เป็นรูปภรรยาและผมบนชายหาดและภาพนี้เป็นภาพลูกสาว เอมิลี่ยืนอยู่ถัดจากภรรยาผม
Woman: Your daughter looks like her mother.
ลูกสาวเหมือนแม่นะ
Man: I know they look very similar.
ใช้ครับ เขาทั้งสองเหมือนกันมาก
Woman: Where was this picture taken?
ภาพนี้ถ่ายที่ไหนล่ะ
Man: That was taken at the train station before we left.
ภาพนี้ถ่ายที่สถานีรถไฟก่อนที่เราออกเดินทาง
Woman: Did you have time to go to the zoo?
คุณมีเวลาไปเที่ยวสวนสัตว์หรือเปล่า
Man: No. Not this time. We went there last time. ครั้งนี้ไม่ได้ไป เราไปมาครั้งที่แล้ว
Woman: It looks like you all had a nice time.
ดูเหมือนว่าพวกคุณมีความสุขมากเลย
Man: Yeah! It was a lot of fun. มันสนุกมากเลย
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
My mother-in-law is coming tomorrow.
แม่สามีจะมาที่นี่พรุ่งนี้
Woman: Hello. สวัสดี
Man: Are you still up? ยังไม่นอนใช่ไหม (คุยได้ไหม)
Woman: Yes. ใช่
Man: You sound tired. Is everything okay?
ดูเหนื่อยนะ ทุกอย่างเรียบร้อยไหม
Woman: Yeah! Everything’s fine. I am just getting ready to go to bed. It’s been a really long day. ก็เรียบร้อยดี ฉันกำลังเตรียมตัวเข้านอน วันนี้มันช่างยาวนานจริงๆ
Man: Do you have time to get some coffee with me later? I have something to talk to you about. มีเวลาไปดื่มกาแฟกันวันหลังไหม ผมมีอะไรจะคุยด้วยหน่อย
Woman: No, sorry. Not today. I have to get up early tomorrow. ไม่ได้ วันนี้ขอโทษด้วย พรุ่งนี้ฉันต้องตื่นแต่เช้า
Man: Oh! What are you going to do tomorrow?
พรุ่งนี้จะไปทำอะไรเหรอ
Woman: My mother-in-law is coming over so I have to get up early and clean my house. แม่ยายจะมาหาพรุ่งนี้ ฉันก็เลยต้องตื่นเช้าและทำความสะอาดบ้าน
Man: I see. เข้าใจแล้ว
Woman: Are you free tomorrow? พรุ่งนี้คุณว่างไหมล่ะ
Man: Yes, in the afternoon, I have to finish something I am working on, but I’ll be free after 3.30. ว่าง ตอนบ่าย ผมต้องทำงานที่ทำอยู่ให้เสร็จ แต่ก็จะว่างหลัง บ่าย 3.30
Woman: Do you want to get together after you finish work? อยากออกมาเจอกันหลังเสร็จงานไหมล่ะ
Man: Do you think you’ll have time? คุณคิดว่าจะมีเวลาหรือ
Woman: Yes. My mother-in-law will be leaving here around 2 PM. มี แม่สามีจะออกไปตอนบ่าย 2



วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2560

เสริมเขี้ยวเล็บ

การที่เราจะสามารถฝึกพูดภาษาอังกฤษให้ได้นั้น ก็อย่างที่บอก เราจำเป็นต้องเสริมเขี้ยวเล็บของเราเองซะก่อน การเสริมเขี้ยวเล็บก็คือ การหาหนังสือ ตำรับตำราอ่านมันเข้าไป แล้ว ก็นำเอาสิ่งที่อ่านนั้นไปชวนฝรั่งเขาจ้อ แบบนี้แหละ ภาษาของเราก็จะพัฒนาแบบไม่เกรงใจใคร สิ่งที่ต้องคำนึงต่อมาก็คือ เราจะชวนเขาคุยเรื่องอะไรนี่ซิมันเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเราก็ต้องสุ่มถามไปเรื่อยๆ ในโลกเรานั้นมีเรื่องอะไรมากมายนักที่เราจะสามารถหยิบยกมาถามกัน เพราะตั้งแต่เราเกิดมา เราทำอะไรกันบ้าง ตั้งแต่เรื่องง่ายๆ ปัญญาอ่อนจนไปถึงเรื่องยากๆ แบบพวกการเมือง เศรษฐกิจ การฆ่ากัน ยันเรื่องบันเทิงเริงใจ เรียกว่า มนุษย์เราไม่มีเรื่องไหนที่คุยไม่ได้ เพียงแค่ว่า จะคุยกันไหม และจะคุยถูกคอไหม ถ้าไม่ถูกคอก็จะถูกอย่างอื่นเป็นของแถมตามมา วันนี้ จะพามาดูเรื่องกีฬากัน เผื่อว่า คนไหนจะนำเอาไปใช้ได้กับชีวิตตัวเอง
เรามาเริ่มด้วยคำถามแบบง่ายๆกัน ก็จะอะไรซะอีกเล่า หากเราต้องการจะชวนฝรั่งเขาคุยหลังจากที่รู้จักเสียงเรียงนามกันแล้ว (ห้ามพูดคุยเรื่องศาสนา ความเชื่อ อายุ สถานภาพเด็ดขาด) เราก็ต้องเริ่มแบบเรียบๆเคียงๆ ด้วยคำถามประเภท
1. Do you play sports? นี่เล่นกีฬาหรือเปล่า
และเชื่อเถอะว่า ร้อยทั้งร้อยก็ต้องตอบว่า Yes (แม้แต่คนพิการเขายังเล่นกีฬาเลย)
จากนั้นคำถามต่อไป ก็คือ แล้วกีฬาที่เล่นนั้นคือกีฬาอะไร
2. What sports do you play?
คำตอบก็คือ football, basketball, volleyball และอื่นๆอีก อาจจะตอบแบบคำเดียวหรือแบบเต็มยศก็ได้ เช่น
I like to play football. เห็นไหมว่า มันสามารถตอบได้ตั้งหลายแบบ (แต่ขอให้ตอบก็แล้วกัน นี่คือสิ่งสำคัญ
นี่คือ วิธีการชวนฝรั่งคุย แต่เชื่อไหมว่า คำถามนั้นมีมากมาย และก็ไม่มีใครรู้หรอกว่า ใครปิ๊งเอาคำถามใด แต่เอาเถอะ จะรวบรวมเอาคำถามที่คิดว่าน่าจะถามกันได้เพื่อทำให้การสนทนานั้นดำเนินต่อไปอย่างเมามันส์
คำถาม: Are you good at….ชื่อของกีฬาที่เล่น?
= คุณเล่นกีฬานั้นเก่งหรือเปล่า เช่น Are you good at football? เป็นต้น
คำถามอื่นๆที่น่าจะรู้และสามารถนำไปถามต่อได้คือ
Q: How often do you play it? เล่นบ่อยไหม
A: once a week = อาทิตย์ละครั้ง
Every day ทุกวัน once on a while = นานๆครั้ง
Not so often = ไม่บ่อยมาก
Q: When did you start playing it?= เริ่มเล่นตั้งแต่เมื่อไร
A: Since I was 5. ตั้งแต่อายุ (เท่าไรก็ว่ากันไป)
หรือจะใช้คำตอบแบบเหมารวมก็นี่ Since I was a child. ตั้งแต่เด็กเลย ส่วน วัยรุ่นก็ Since I was a teenager. แต่ส่วนใหญ่แล้วบอกอายุไปเถอะง่ายดี
Q: How long have you been playing it? = เล่นมานานแค่ไหนแล้ว
A: For five years. ก็เล่นมาห้าปี
ใช้โครงสร้าง For + จำนวนปีไปก็ได้
Q: Have you ever played …..ชื่อของกีฬาประเภทอื่น หมายถึง คุณเคยเล่นกีฬาอย่างที่ว่าไหม เช่น Have you ever played golf? = เคยเล่นก๊อลฝไหม
A: Yes. เคย หากไม่เคยก็ No หรือ Never ไม่ต้องคิดอะไรให้ปวดหมอง
Q: Have you ever tried it? หมายถึง คุณเคนลองเล่นมันไหม
A: ตอบเหมือนข้างบน
Q: What sports are you good at? = คุณเล่นกีฬาอะไรเก่งบ้าง
A: Football, chess, ฟุตบอล หมากรุก หรืออะไรก็ใส่มันลงไปตามแต่จะโม้
Q: Are you a member of the team? = เป็นหนึ่งในทีมผู้เล่นหรือเปล่า (เรียกว่าเล่นเก่งขนาดมีคนเชิญไปเล่นหรือเปล่า หรือเก่งแต่ปาก)
A: Yes. I am on a school team. แน่นอน ตอนนี้ก็เล่นให้กับโรงเรียนอยู่ แต่หากไม่เก่งขนาดนั้นก็บอกไปว่า I play for fun/ health. ฉันกะเล่นเพื่อความสนุกสนานหรือ เพื่อสุขภาพ ก็ว่ากันไป หรือจะบอกว่า I like watching. = ฉันชอบดู(อันนี้ก็สุดแล้วแต่ท่านแล้วกันนะ)
Q: Are you a professional? เป็นมืออาชีพหรือเปล่า
A: Yes./ No. Just an amateur. เป็น ไม่ แค่มือสมัครเล่น
Q: Do you play it for fun? เล่นเพื่อความมันส์
Q: Do you play it for health.? เล่นเพื่อสุขภาพใช่เปล่า
Q: Do you practice it very often? = ฝึกฝนบ่อยไหม
Q: Do you like watching sports on TV or watching it live? = ชอบดูกีฬาทางทีวีหรือดูแบบสดๆ (ในสนามเลย)
A: I like watching it live because it is more exciting. ฉันชอบดูแบบสดๆเพราะมันตื่นเต้นกว่า (ตัดตอนมาจากหนังสือ ชวนฝรั่งเม้าท์แตก)