วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

We have to hurt in order to...

 We have to hurt in order to know, fall in order to grow, lose in order to gain, because most of life’s lessons are taught pain.

เราต้องเจ็บปวดเพื่อเรียนรู้ ล้มเพื่อเติบโต แพ้เพื่อให้ได้มา เพราะบทเรียนชีวิตส่วนใหญ่ได้มาจากความเจ็บปวด
@@@@@@@@@@@@@@@@

Don’t wait for the perfect moment,
but make the moment perfect.
อย่ารอช่วงเวลาสมบูรณ์แบบให้เกิดขึ้น
แต่จงทำช่วงเวลานั้นให้สมบูรณ์แบบ



อาจเป็นรูปภาพของ ทะเลสาบ, ธรรมชาติ, ท้องฟ้า, ภูเขา และแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้า

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

Advantage

 ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกต่างมีข้อดีข้อเสียทั้งนั้นแม้แต่ตัวเราเอง สิ่งที่ท้าทายสำหรับการอยู่รอดและอยู่อย่างมีความสุขก็คือ หาอะไรหรือใครที่มีข้อดีมากกว่าข้อเสียหรือหาข้อดีที่มันกลบข้อเสียของมันให้หมด เมื่อนั้นแหละ ใจเราจะมีความสุข เวลาเราจะพูดถึงข้อดีข้อเสีย เรามีสำนวนหรือคำศัพท์อะไรที่จะเอาบรรยายได้บ้าง ก็ที่คุ้นๆก็ได้แก่

The advantage (s) อ่านว่า ดิส เอิด (แวน) ทิจ (เจิส ถ้าเป็นพหูพจน์)
ข้อเสียก็คือ disadvantage (s) เอา dis มาเติม เป็นไง ง่ายไหม เช่น
The disadvantage of a car is convenience while its disadvantage is a great expense.
= ข้อดีของรถคือ สะดวก ส่วนข้อเสียคือ ค่าใช้จ่ายเยอะมาก
เราจะมาดูกันว่า เวลาจะบรรยายข้อดี เราจะใช้โครงสร้างไหนดีที่มันง่ายต่อการใช้ที่สุด
The advantage (s) of… สิ่งที่ต้องการบรรยาย… is/ are……. เช่น
The advantage of living in the city is convenience.
= ข้อดีของการอยู่ในเมืองคือ ความสะดวกสบาย
แต่ถ้ามันมีมากกว่า 1 ข้อ ก็ต้องเติม “s” ตัวอย่างเช่น
The advantages of living in the city are convenience, location and careers.
= ข้อดีของการอยู่ในเมืองก็คือ ความสะดวกสบาย ทำเลและอาชีพ
คำว่า advantages เราสามารถเอาคำว่า benefit(s), merit(s), asset (s), pro (s) ไปแทนที่ได้เลย (หากเบื่อ)
ส่วนข้อเสียก็เอาพวกนี้เข้าไปช่วยโดยมีหัวขบวนคือ disadvantage (s)
คำที่สามารถเอาไปใช้แทนที่ได้แก่ drawback(s), con (s), liability (เอกพจน์ พหูพจน์ก็ liabilities ) มาดูตัวอย่างกัน
The drawbacks of living in the city are traffic jams, too many people, and pollution.
= ข้อเสียของการอยู่ในเมืองใหญ่ก็คือ รถติด คนเยอะและมลพิษ
นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้โครงสร้างอื่นได้อีกนั่นคือ
a blessing , bonus , a strong point , a good thing จุดดี จุดแข็ง ข้อดี ใช้ได้หมด เช่น
Another strong point of a city is a variety.
= จุดแข็งหรือข้อดีของเมืองใหญ่อีกข้อหนึ่งก็คือ ความหลากหลาย
A blessing of overseas study is firsthand experience.
= ข้อดีของการเรียนเมืองนอกอีกอย่างหนึ่งก็คือการได้ประสบการณ์ตรง
คำว่า first-hand อยู่ที่ใด หมายถึง มือหนึ่ง เหมือนรถใหม่ a first-hand car รถมือสองก็ a second-hand car หรือเราจะเอามันไปใช้บรรยายสิ่งใดก็ตามที่ไปเจอครั้งแรก จากต้นตอ แบบนั้น หมายถึง first-hand เช่น
first-hand information = ข้อมูลที่ไปเจอมาเอง จากต้นตอ
hands-on experiences เหมือนกันคือ ประสบการณ์ที่ลงมือทำเองไม่ได้เป็นเรื่องทฤษฎีเพราะบางที บางทฤษฎีมันก็ไม่ดี
ส่วนข้อเสียในกลุ่มนี้ก็คือ
A curse , a weak point, a bad thing ลากเอามาใช้ให้หมด เช่น
Pollution in a city is a curse.
= มลพิษในเมืองเป็นข้อเสีย
(แปลตรงตัวคือ คำสาปแช่ง ตรงข้ามกับ ข้อดี blessing)
เพราะฉะนั้น เวลาใช้ ก็เอาไปใช้เป็นคู่ๆ เช่น a blessing ควรจะไปกับ a curse
ส่วน a weak point ก็ควรไปกับอะไรที่มันเป็น point ๆ เหมือนกัน นั่นคือ a good point/ a strong point เพราะมันถูกออกแบบคู่กัน
นอกจากนี้ ฝรั่งเขายังคิดค้นสำนวนแบบเก๋ไก๋เอาไว้ให้เราใช้อีก อันนี้มาเป็นกลุ่มเป็นก้อน ก็ยังสามารถเอาสำนวนต่อไปนี้ไปใช้ได้อีก ใครอยากทันสมัย อยากให้ตัวเองดูดี ก็เอาชุดนี้ไปลองสวมลองใส่ดู รับรองภาพดีขึ้นเยอะแน่นอน นั่นคือ
On the plus, on the positive side / on the upside,……..สิ่งที่ต้องการบรรยาย + is…… เช่น
On the plus, living in a city is convenience.
= ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ การอยู่ในเมืองนั้นคือความสะดวกสบาย
และตรงข้ามก็คือ
On the minus, on the negative side, on the downside,…..
On the downside, living in a city can be very expensive.
= ข้อเสีย ก็คือ การอยู่ในเมืองนั้นสิ้นเปลืองมาก
หรือจะเอาไปใช้ในรูปของคำกริยาก็ไม่เลว
We can benefit from…..อ่านว่า (เบ) เหนอะ ฟิท
We can profit from……. อ่านว่า (พรา) ฟิท
We can benefit from the convenience of a city.
We can profit from the convenience of a city.
= เราสามารถได้รับประโยชน์จากความสะดวกสบายของเมือง เป็นต้น
และสุดท้ายก็คือ การนำเอาคำนามมาแปลงเป็นคำคุณศัพท์แล้วเอาไปวางไว้หลังโน่นเลย
คำที่ว่าคือ disadvantageous อ่านว่า ดิส เอิด (แวน) เทิสเจิส เป็นไง ยาวไหม ไม่ได้ขอร้องให้เอาไปใช้แต่ขอให้จำเผื่อไปเจอมันที่ไหน จะได้รู้ว่า มันคือสิ่งเดียวกัน
คำต่อมาคือ beneficial อ่านว่า เบ เหนอะ (ฟี) เชิล) และ favorable อ่านว่า (เฟ) เหวอะเหรอะเบิ้ล และทำให้เป็นข้อเสียได้โดยการเอา dis + advantageous เอาคำคุณศัพท์เหล่านี้ไปวางไว้หลังสิ่งที่เป็นข้อดี เช่น
Having own transportation is advantageous.
หรือ Having own transportation is an advantage. ก็ได้
หมายถึง การมีรถจะได้รับการพิจารณาก่อนหรือได้เปรียบนั่นเอง
ในโลกของการทำงาน ตอนจบ เหล่าบัณฑิตหน้าใสหรือหน้าแก่ต้องอ่านโฆษณาหางาน และประโยคที่ต้องเจอก็คือ
Being able to communicate in English/ Chinese is an advantage. (is advantageous)
นั่นก็หมายความว่า (ใครก็ตามที่มี)ความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีนจะได้รับการพิจารณาก่อน
เอาเป็นว่า สำนวนนี้เห็นที่ไหนคือ นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการและหากเรามี เราก็ได้เปรียบ
การนำโครงสร้างมาใช้บรรยายผู้คน เราก็สามารถใช้ในรูปประโยคได้อีก เอาแบบรูปแบบของเราก็ได้ เช่น ข้อดีของชายคนนี้คือ เขาเป็นคนมีน้ำใจชอบช่วยเหลือ เราก็สามารถบรรยายได้ว่า
The advantage of this guy is that he is helpful.
ยังไม่พอ ต้องให้อีก เช่น
Another good point is that he is understanding.
= จุดแข็งหรือข้อดีอีกอย่างหนึ่งของเขาก็คือ เขาเป็นคนที่เข้าใจคน
มีอีก
Another blessing is that he is attractive.
= เขาเป็นคนมีเสน่ห์
(เห็นไหมว่า เราสามารถหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า advantage โดยใช้คำเหมือนหรือสำนวนเหมือนมาแทนที่ ให้ความหมายเหมือนเดิมแต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม)
คนเรามันจะสมบูรณ์แบบได้ยังไง ไม่มีใครสมบูรณ์แบบได้ แต่หากข้อเสียบางอย่างมันแรง ก็ไม่มีใครเขาทนเจ็บทนปวดอยู่ได้หรอก เช่น
ข้อเสียข้อเดียวของเขาก็คือ เขาเจ้าชู้
= The only drawback is that he is flirtatious.
อันนี้อาจเป็นข้อเสียที่รุนแรงก็ได้เพราะเขาเจ้าชู้ แบบนี้ก็กลบข้อดีทั้งหมดไปเลย หมดกัน



อาจเป็นรูปภาพของ ต้นไม้, ธรรมชาติ และท้องฟ้า

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

To those of you who laughed at me,

To those of you who laughed at me, thank you.
Without you, I wouldn’t have cried.
To those of you who just couldn’t love me, thank you.
Without you, I wouldn’t have known real love.
To those of you who hurt my feelings, thank you.
Without you, I wouldn’t have felt them.
To those of you who left me lonely, thank you.
Without you, I wouldn’t have discovered myself.
But it is to those of you who thought I couldn’t do it.
It is you I thank the most,
Because without you I wouldn’t have tried.


ขอบคุณที่หัวเราะเยาะ เพราะมันทำให้ฉันได้รู้คุณค่าของการร้องไห้
ขอบคุณที่ไม่ได้รักฉัน เพราะมันทำให้ฉันเข้าใจในรักแท้
ขอบคุณที่ทำให้เจ็บปวด เพราะมันทำให้ฉันรู้ว่าคนเจ็บปวดรู้สึกอย่างไร
ขอบคุณที่ทิ้งให้ฉันเหงา เพราะมันทำให้ฉันค้นพบตัวเอง
ขอบคุณทุกคนที่คิดว่า ฉันไม่สามารถทำสิ่งต่างๆได้
และโดยเฉพาะเธอ ฉันต้องขอบคุณมากที่สุด
เพราะหากไม่มีเธอแล้ว ฉันก็จะไม่พยายามทำสิ่งต่างๆในชีวิต


อาจเป็นรูปภาพของ ลานสกี, ภูเขา และธรรมชาติ

วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

We want the world to allow...

 We want the world to allow

the unconditional fulfillment of our aspirations,
and since this does not happen,
we fall prey to suffering.
Our search for happiness
is more often founded
on our illusions than on reality.
It is pointless
to try to shape the world
to fit our desires:
we must transform our minds.
Matthieu Ricard

เราต้องการให้โลกยอมให้เราเติมเต็มในความทะยานอยากของตัวเราโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ และหากเราบังคับให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น และเมื่อมันไม่เกิด เราตกเป็นเหยื่อของความทุกข์
การแสวงหาความสุขของเรานั้นมักจะถูกสร้างขึ้นมาตามภาพลวงตามากกว่าความจริง
ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะพยายามปรับเปลี่ยนโลกใบนี้ให้เป็นไปตามที่เราต้องการ เราต้องเปลี่ยนแปลงใจเรา

ศัพท์สำนวน

We want the world to allow the unconditional fulfillment of our aspirations, and since this does not happen, we fall prey to suffering.
= เราต้องการให้โลกใบนี้ยอมให้เกิดความเติมเต็มอย่างไร้เงื่อนไขในความทะยานอยากของตัวเรา และเมื่อมันไม่เกิดขึ้น เราก็ตกเป็นเหยื่อของความทนทุกข์
คำว่า unconditional คือ ที่ไม่มีเงื่อนไข มาจาก un (ไม่) conditional (ที่มีเงื่อนไข)
คำว่า aspirations = สิ่งที่เราทะเยอทะยาน
คำนี้มีคำกริยาคือ to aspire + to กริยา เช่น
I aspire to be a doctor.
= เขาทะเยอทะยานจะเป็นหมอ
คำว่า ambitious ก็เป็นคำคุณศัพท์ หมายความว่า ที่ทะเยอทะยาน
ส่วนคำว่า since นั้นมีสองความหมาย คือ ตั้งแต่ กับเนื่องจาก
สำนวน to fall prey to + สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็หมายถึง ตกเป็นเหยื่อของสิ่งนั้น เช่น
She fell prey to crime.
= หล่อนตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม
They fell prey to flooding.
= พวกเขาตกเป็นเหยื่อของภาวะน้ำท่วม
Our search for happiness is more often founded on our illusions than on reality.
= การแสวงหาความสุขนั้นมีพื้นฐานอยู่ที่มายามากกว่าความเป็นจริง
คำว่า is founded on + สิ่งใด ก็คือ ก่อตั้งอยู่บน คำว่า founded นั้นมาจากกริยา to found ไม่ใช่ to find ซึ่งแปลว่าค้นพบนะ
สำนวนนี้ก็คือ our search for + สิ่งใดหรือคนใด ก็คือ ค้นหาสิ่งนั้นหรือคนนั้น
Our illusions ก็คือ สิ่งที่เป็นมายา และคำตรงข้ามก็คือ reality คือ ความเป็นจริง นั่นเอง คำนี้อ่านว่า รี แอ เหลอะ ที่
สำนวนที่เจอบ่อยก็คือ In reality= ในความเป็นจริงแล้วนั่นเอง
It is pointless to try to shape the world to fit our desires: we must transform our minds.
= มันไม่มีประโยชน์อันใดที่จะไปพยายามทำให้โลกเป็นไปตามรูปร่างที่เราต้องการเพื่อให้เหมาะกับความต้องการของเรา เราต้องเปลี่ยนจิตใจเราต่างหาก
สำนวน It is pointless to + กริยา นั้นหมายถึง ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น
It is pointless to help him because he does not care about us.
= ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะไปช่วยเขาเพราะเขาไม่สนใจเราหรอก
สำนวน to try to + กริยา หมายถึง พยายาม เช่น
He tries very hard to pass the test.
= เขาพยายามอย่างหนักที่จะสอบให้ผ่าน
หาก to try + กริยา ing หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะหมายถึง ลอง เช่น
He tires smoking.
= เขาลองสูบบุหรี่
I try another way, but it doesn’t work.
= ฉันลองทำดูอีกทางหนึ่งแล้ว แต่มันก็ยังไม่ได้ผล
To shape the world to fit our desires
= ปรับเปลี่ยนโลกให้เหมาะกับความต้องการของเรา
สำนวน to shape + สิ่งใดก็ตาม ก็คือ ดัดแปลง ปรับเปลี่ยนสิ่งนั้น
ส่วน to fit our desires ก็คือ ทำให้เหมาะกับความต้องการของเรา มาจากสำนวน to fit + สิ่งใดหรือคนใด ก็คือ ทำให้เหมาะกับสิ่งนั้นหรือคนนั้น
และสุดท้ายก็คือ to transform our minds = เปลี่ยนจิตใจเราเอง
สำนวน to transform + สิ่งใด หรือคนใด ก็คือ เปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นหรือคนนั้น

อาจเป็นรูปภาพของ รองเท้าหรือถุงเท้า, ต้นไม้ และธรรมชาติ

วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

Remember that the happiest...


Remember that the happiest people are not those getting more, but those giving more.
H. Jackson Brown, Jr.
จำไว้ว่า คนที่มีความสุขที่สุดไม่ใช่คนที่ได้อะไรมากกว่าแต่เป็นคนที่ให้ได้มากกว่า
@@@@@@@@@@@@@@@
When you focus on problems,
you will have more problems.
When you focus on possibilities,
you will have more opportunities.
เมื่อเรามองแต่ปัญหา
เราจะมีปัญหาเพิ่มขึ้น
เมื่อเรามองที่ความเป็นไปได้
เราก็จะมีโอกาสมากขึ้น

อาจเป็นรูปภาพของ ธรรมชาติ